Yogurt !!

posted on 11 Sep 2011 17:53 by aquariusomo
 
 
YOGURT
 
 
 
Yogurt5
Yogurt1
Yogurt2
 
Yogurt6
 
 
Yogurt3

 

 Yogurt7

 

 Yogurt9

   

 

   

  HOW TO MAKE YOGURT
 
 
 
  
อุปกรณ์
 
อุปกรณ์
 
1. หม้อขนาดใหญ่ เเละ หม้อขนาดเล็กที่สามารถวางซ้อนลงไปในหม้อใบใหญ่ได้
2. หัวเชื้อจุลินทรีย์ อาจใช้ โยเกิร์ต ที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อ ทั่วไปมาใส่เเทนได้
3. นมสด พาสเจอร์ไรซ์
4. น้ำตาล
5. ทัพพี
6. ภาชนะมีฝาปิดสนิทไว้สำหรับใส่โยเกิร์ตเพื่อเเช่ตู้เย็น
7. ตู้เย็น เเละ เตาที่สามารถให้ความร้อนเเก่หม้อได้
 
 
 
 ขั้นตอนที่1
 
   
ขั้นเเรกให้นำหม้อใบเล็กวางซ้อนลงไปในหม่อใบใหญ่ ที่เติมน้ำไว้เเล้ว
 
 
  
ขั้นตอนที่2
 
 
   
เทนมที่วางทิ้งไว้จนไม่เย็นเเล้วลงไปในหม้อใบเล็ก
 
 
ขั้นตอนที่3
 
 
   
นำหม้อที่เตรียมไว้ใน 2 ขั้นตอนเเรกไปวางบนเตาที่สามารถให้ความร้อนได้
 
 
  ขั้นตอนที่4
 
 
  จุดไฟหรือให้ความร้อนอ่อนๆห้ามให้ความร้อนสูงมากเกินไป
 
 
  ขั้นตอนที่5
 
 
 
ใช้ช้อนหรือทัพพีหรืออุปกรณ์ที่สามารถใช้คนได้เเละต้องมีความสะอาดคนนมขณะกำลังต้มอย่าช้าๆไปเรื่อยๆ
 
 
  ขั้นตอนที่6
 
 
 
เมื่อนมมีฟองเกิดขึ้นดังภาพให้หยุดคน
 
 
   ขั้นตอนที่7
   
 
  ยกหม้อลงจากเตา *** ข้อควรระวัง เนื่องจากหม้อมีความร้อนสูงมากควรให้ผู้มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ช่วยยกออกจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุจนเกิดอันตรายได้
 
 
 
 ขั้นตอนที่8
 
 
 
  ยกหม้อใบเล็กออกจากหม้อใบใหญ่ *** ข้อควรระวัง เนื่องจากหม้อมีความร้อนสูงมากควรให้ผู้มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ช่วยยกออกจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุจนเกิดอันตรายได้
 
 
  ขั้นตอนที่9
 
 
  นำฝาหม้อมาปิดฝาไว้เเต่ไม่ให้สนิท รอจนนมมีอุณหภูมิลดลง
 
 
  ขั้นตอนที่10
  
  
  เมื่อนมมีอุณหภูมิเย็นลงเเล้วให้นำเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เตรียมไว้มาเติมลงไป เเละเติมน้ำตาลลงไปด้วยเพื่อให้ความหวาน เเละเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์
 
 
  ขั้นตอนที่11
 
 
  คนให้ นม หัวเชื้อจุลินทรีย์ เเละ น้ำตาล เข้ากัน
 
 
  ขั้นตอนที่12
   
   
 
  เทนมที่ผสมเข้ากับหัวเชื้อจุลินทรีย์เเละน้ำตาลเเล้ว ลงใน ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท
 
 
  ขั้นตอนที่13
 
 
  น้ำโยเกิร์ตที่เทใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทเรียบร้อยเเล้วไปเเช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 7 - 10 ชั่วโมงหรืออาจนานกว่านั้นเพื่อต้องการความเปรี้ยว
 
 
 
Complete
  
  เท่านี้โยเกิร์ตของเราก็พร้อมรับประทานเเล้ว สามารถเติมผลไม้ หรือสิ่งที่ชอบลงไปได้ตามใจชอบ
 
 
 
  

แหล่งกำเนิดของ YOGURT

  

        โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์นมหมักซึ่งมีแหล่งกําเนิดในแถบยานภูเขาคอเคซัสตุรกี เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ กลุ่มประเทศตะวันออกบริเวณคาบสมุทรบอลข่าน ต่อมาโยเกิร์ตจึงแพร่ไปสหรัฐอเมริกา ยุโรป และทั่วโลก  ซึ่งชนเผ่าที่มีอายุยืนมากที่สุดจากการบริโภคโยเกิร์ตนี้อยู่ในประเทศ  บัลแกเรีย  โดยเฉลี่ยแล้วมีอายุประมาณ 100  กว่าปี  นับว่ามีอายุยืนมาก

   

     

 

จุลินทรีย์ในโยเกิร์ต 

   

           การเจริญของจุลินทรีย์เป็นปัจจัยหนึ่งในการศึกษากรรมวิธีการผลิตโยเกิร์ต  ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญของเชื้อ  ตลอดจนเรียนรู้หาอัตราการเจริญ  และเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆที่มีผลต่อการเจริญของเชื้อ 

            สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้เบื้องต้นที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการผลิตส่วนจุลินทรีย์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตโยเกิร์ต คือ  Lactobacillus  bulgaricus  และ  Streptococcus  thermophilus  โดย  Streptococcus  sp.  เป็นจุลินทรีย์ที่หมักน้ำนมแล้วเกิดกลิ่นคล้ายกับครีมเนยในโยเกิร์ต  โดย  Streptococcus  sp.  จะช่วยกำจัดออกซิเจนออกจากนม  ถ้าหากมีออกซิเจนเหลืออยู่อาจก่อให้เกิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งเป็นสารพิษต่อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในโยเกิร์ตในขบวนการหมัก  Streptococcus  sp.  จะผลิตกรดออกมา  ทำให้ PH  ของน้ำนมเปลี่ยนไปอยู่ในสภาวะกรดอ่อน ๆ  จุลินทรีย์ชนิดนี้จะเจริญจนช่วง PH 5.5 PHในช่วงนี้จะเหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์ Lactobacillus  bulgaricus

 

   

ประโยชน์ของโยเกิร์ตต่อสุขภาพ 

   

  • แบคทีเรียแลคติคผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลกติค
  • โยเกิร์ตรักษาอาการท้องเสียและท้องเดิน
  • โยเกิร์ตช่วยยกระดับภูมิคุ้มกันโรค
  • ช่วยป้องกันมะเร็ง
  • โยเกิร์ตช่วยรักษาแผลในกระเพาะ
  • ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ
  • โยเกิร์ตอุดมด้วยวิตามินบี1, บี2, บี3, บี6 และบี12 อีกทั้งยังมีวิตามินอี วิตามินดี วิตามินเอ และแคโรทีน
  • เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนและแคลเซียมที่มีคุณภาพ
  • ช่วยในการขับถ่ายได้ดี
  • โยเกิร์ตใช้ทดแทนในคนที่ไม่สามารถดื่มนมสดได้

    

   

การปรับปรุงคุณภาพโยเกิร์ต

ห้เก็บได้นาน 
  
 
    

            โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอายุสั้น  นอกจากจะเก็บไว้ในที่ที่อุณหภูมิต่ำ  แต่ในการผลิตอาจจะใช้วิธีการดังต่อไปนี้ช่วยยืดอายุของโยเกิร์ตได้ดังนี้

1.  การทำพาสเจอร์ไรซ์โยเกิร์ต  เพื่อลดจุลินทรีย์ประเภท ยีสต์ รา และแบคทีเรีย

การทำพาสเจอร์ไรซ์ทำได้ 2 วิธี

  •  การให้ความร้อนต่ำและเวลานาน
  •   การให้ความร้อนสูง
  1. ทำการแช่แข็ง  วิธีนี้เหมาะกับโยเกิร์ตคนสำเร็จ
  2. ผลิตโยเกิร์ตจากกรดสังเคราะห์ อาจจะใช้กรดสังเคราะห์เพียงบางส่วนหรือใช้กรดแลคติคโดยตรง

  

 

การเก็บรักษาคุณภาพโยเกิร์ต
  
( Keeping qualities)

 

            ปกติโยเกิร์ตจะมีอายุการเก็บประมาณ 10 วัน เมื่อเก็บที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นปริมารกรดในโยเกิร์ตจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากกิจกรรมของหัวเชื้อที่มีอยู่ในโยเกิร์ตนั่นเอง แม้ว่ากิจกรรมของหัวเชื้อดังกล่าวจะต่ำมากก็ตาม ปริมาณกรดที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้กลิ่นรสของโยเกิร์ตเปลี่ยนแปลงไปและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค สุดท้ายหัวเชื้อแบคทีเรียจะถูกทำลายและโยเกิร์ตจะเกิดการแยกชั้นของ curd และ whey ซึ่งมีผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ เช่น ยีสต์และราเจริญได้ ดังนั้นในการผลิตจึงควรระมัดระวังในเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อราและยีสต์ในหัวเชื้อโยเกิร์ต รวมทั้งในระหว่างการบรรจุด้วย

  
  
  

ลักษณะของโยเกิร์ตที่ดี

 

  • เคิร์ดของนมเปรี้ยวต้องเป็นเคิร์ดที่แข็งแกร่งไม่อ่อนเหลว
  • เคิร์ดของนมเปรี้ยวต้องไม่หดตัวเป็นก้อนแยกอยู่ต่างหาก
  • นมเปรี้ยวต้องไม่เปรี้ยวเกินไป
  • นมเปรี้ยวต้องมีกลิ่นอโรมาเฉพาะ
  • นมเปรี้ยวต้องไม่มีรสฝาด  รสขม  หรือรสอื่นใด

  

    

                      การเลือกซื้อนมเปรี้ยวโยเกิร์ต 

 

  1. สิ่งแรกสุดและสำคัญยิ่งคือ จะต้องดูวันหมดอายุ ซึ่งพิมพ์ไว้บนภาชนะบรรจุ
  2. ดูสภาพภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ มีรอยรั่ว รอยบุบหรือไม่ ถ้ามีหรือสภาพไม่ดีก็ไม่ควรซื้อเพราะจะทำให้เป็นผลเสียต่อสุขภาพได้
  3. น้ำหนัก  ปริมาตร  ส่วนประกอบที่ใช้ผลิตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อควรสังเกตดู
  4. หากเป็นนมเปรี้ยวชนิดครีม จะต้องมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ไม่แยกชั้นระหว่างนมกับน้ำ
  5. นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่มไม่ควรมีตะกอนที่ก้นขวด เพราะอาจเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมก่อนนำมาขาย

  

   

          วัยที่เหมาะจะรับประทานนมเปรี้ยวโยเกิร์ต 

 

                นมเปรี้ยวโยเกิร์ตนั้นเหมาะสำหรับ การบริโภคในทุกวัยโดยเฉพาะ เพศหญิง เพื่อให้ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมและยังมีประโยชน์สำหรับ กลุ่มคนที่ไม่สามารถดื่มนมได้ตามปกติด้วย

 

 

                การแบ่งประเภทของโยเกิร์ต

 
 

 

 

1.แบ่งตามกรรมวิธีการผลิต

      Set Yoghurt เป็นโยเกิร์ตที่บรรจุทันทีหลังจากมีการเติมจุลินทรีย์ แล้วให้จุลินทรีย์ทำปฏิกิริยากันในขณะที่อยู่ในภาชนะที่บรรจุ ลักษณะมวลที่ตกตะกอน ( coagulum ) ที่ได้มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พอได้ที่แล้วทำให้เย็นพร้อมที่จะจัดจำหน่าย

      Stirred Yoghurt เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักในถังจนได้ที่ จากนั้นนำมาทำให้มวลที่ตกตะกอน ( coagulum ) แตกหรือแยกกันก่อนที่จะทำให้เย็นแล้วบรรจุ

 

  

 

  

2.แบ่งตามลักษณะกลิ่นและรส

       โยเกิร์ตชนิดธรรมดา (plain หรือ Natural Yoghurt) เป็นโยเกิร์ตที่ผลิตได้ตามวิธีดั้งเดิม มีรสเปรี้ยว  เป็นโยเกิร์ตธรรมดาที่ไม่มีการเติมแต่งกลิ่นรสหรือผลไม้ลงไป

      โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยผลไม้ (fruit Yoghurt) โยเกิร์ตชนิดนี้จะได้จากการเติมผลไม้ต่างๆ และสารให้ความหวานลงไปใน Natural Yoghurt

 

      โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ (flavoured yoghurt) ได้จากการเติมกลิ่นรสและสีแทนส่วนของผลไม้ ซึ่งอาจแบ่งได้อีก 2 แบบ คือ

      แบบสวิส  ซึ่งเป็นโยเกิร์ตที่มีเนื้อผลไม้ผสมรวมกระจายอยู่ในเนื้อโยเกิร์ต มีการปรุงแต่งสี เนื้อ ให้เกิดรสชาติที่ดีและสวยงาม

      แบบซันเด จะมีเนื้อผลไม้อยู่บริเวณก้นภาชนะ เช่น ส้ม สับปะรด สตรอเบอรี่ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล ลูกพีช เวลารับประทานจะต้องคนให้เนื้อผลไม้และโยเกิร์ตเข้ากันเสียก่อน

     
 
   
 จากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต จึงทำให้โยเกิร์ตที่วางจำหน่ายใน
ท้องตลาดมีมากหลายชนิด ได้แก่ 
   
 
 

1.  โยเกิร์ตชนิดฆ่าเชื้อแล้วแบบชั่วคราวและเก็บได้นาน (Pasterized/UHT)

2.  โยเกิร์ตชนิดสลายน้ำตาลแลกโตส  (Lactose  hydrolysed  yoghurt-LHT)

3.  โยเกิร์ตชนิดเหลว  (Drinking   yoghurt)

4.  โยเกิร์ตชนิดแช่แข็ง  (Frozen  yoghurt)

5.  โยเกิร์ตชนิดเข้มข้น  (Concentrated  yoghurt)

6.  โยเกิร์ตชนิดอัดลม  (Carbonated  yoghurt)

7.  โยเกิร์ตทำเป็นเครื่องดื่ม  (Yoghurt  beverages) 

8.  โยเกิร์ตชนิดผงชงดื่มได้  (Instant  yoghurt)

9.  โยเกิร์ตสำหรับผู้ควบคุมอาหาร  (Dietetie  yoghurt)

10.โยเกิร์ตนมถั่วเหลือง  (Soy-milk  yoghurt)
 
 
 
Credit โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ของนักเรียนชั้น ม.3/1 Saint Joseph Koh Samui ปีพุทธศักราช 2552
 
 
By Omo

Reviews Exercises !!

posted on 17 Aug 2011 18:22 by aquariusomo

Reviews Exercises !!

 
 
1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร
 
ตอบ มัลติมีเดีย เป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Multimedia ซึ่งเป็นการนำเอาคำว่า Multi ที่แปลว่า การผสมผสานหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน หรือ การนำเอาหลายๆสิ่งมารวมกัน และคำว่า Media ที่แปลว่า สื่อ ข้อมูล เมื่อนำเอาสองคำนี้มารวมกัน Multimedia จึงมีความหมายว่า การนำสื่อหลายๆสิ่งหลายๆอย่างมารวมกัน หรือที่เรียกกันว่า สื่อผสม เป็นเทคนิคเทคโนโลยีที่นำเอา ภาพนิ่ง , เสียง , ภาพเคลื่อนไหว , คลิป VDO , ข้อมูล มาผสมผสานไว้ด้วยกัน หรือพูดในความหมายอีกแง่ของ Multimedia คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด ทำให้สามารถ สื่อความคิด จินตนาการ ข้อมูล หรือ จุดประสงค์ ที่ผู้จัดทำต้องการจะนำเสนอออกมาได้อย่างครบถ้วนและตรงเป้าหมาย

 

  

2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ เพราะ สามารถนำเสนอความคิด จินตนาการ อารมณ์ ข้อมูล และ จุดประสงค์ ออกมาได้อย่างครบถ้วนและตรงตามเป้าหมายที่ผู้จัดทำต้องการจะนำเสนอ

 

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

ตอบ ภาพนิ่ง , ภาพเคลื่อนไหว , ข้อมูลตัวอักษร , คลิป VDO , เสียง เป็นต้น

 

4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ การเชื่อมโยงภายใน เป็นการ สร้างการเชื่อมโยง หรือ ลิงค์ ไปยังข้อมูลส่วนอื่น ในไฟล์งานนำเสนอ ส่วน การเชื่อมโยงภายนอก เป็นการ สร้างการเชื่อมโยง หรือ ลิงค์ ไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ที่ไม่มีอยู่ในไฟล์งานนำเสนอ

 

5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ  สื่อบาร์โค้ด ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังไฟล์ภาพ หรือ VDO เพื่อสื่อข้อมูลโดยการนำกล้องเว็บแคมไปจ่อตรงบาร์โค้ดก็จะแสดงภาพ หรือ VDO ออกมา , โทรทัศน์ , วิทยุ , โทรศัพท์ , โปรเจคเตอร์ , มอนิเตอร์ เป็นต้น

 

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ สื่อสิ่งพิมพ์ เพราะ มีราคาถูก ทำได้ง่าย สามารถนำเสนอข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง และสามารถเข้าถึงกลุ่มบุคคลทุกเพศทุกวัยได้ เพราะไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน หรือ วิธีการที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ ในการรับรู้ข้อมูล

 

7. การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ สามารถทำได้โดยการ คลิกขวาที่พื้นที่ว่าง แล้วเลือก ออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นสามารถเลือกใช้แม่แบบที่แถบเครื่องมือได้ตามต้องการ

 

8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPointสามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ  สามารถตั้งค่าได้โดยการ คลิกขวาที่ วัตถุ หรือ กล่องข้อความที่ต้องการแล้วเลือก การเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง จากนั้น สามารถเลือกใช้แบบการเคลื่อนไหว หรือตั้งเวลา และ การเคลื่อนไหวเอง ได้ตามต้องการ

 

9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ตอบ 1. Adobe Reader , 2. NotePad , 3. Microsoft Powerpoint

 

10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ได้ เพราะ สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบอื่นได้ เช่น รูปภาพ , คลิป VDO , ภาพเคลื่อนไหว , เสียง และ สื่อต่างๆ แทนการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ ตัวอักษร ได้

 

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft-PowerPoint หรือไม่ อย่างไร 

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะ สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบอื่นได้เช่น การฉายทาง โปรเจคเตอร์ , หรือ นำเสนอผ่านทาง คอมพิวเตอร์โดยตรง โดยไม่ต้องพิมพ์งานนำเสนอออกมาเป็นแผ่น

 

12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบ ได้ สามารถทำได้โดยการ คลิกที่คำสั่งเมนู แทรก แล้วเลือกที่ รูปภาพ จากนั้นเลือกสิ่งที่ต้องการแทรกแล้ว ค้นหาไฟล์ที่ต้องการแทรกเข้าไปในงานนำเสนอ เมื่อพบแล้วให้คลิกที่ แทรก ก็จะปรากฏสิ่งที่ต้องการ แทรก ตามต้องการ

 

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

ตอบ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการสื่อได้มากขึ้นรวดเร็ว และเข้าใจง่าย ทำให้งานนำเสนอมีความน่าสนใจ และ เป็นแก่นของข้อมูลที่ต้องการสื่อโดยเป็นการสรุปไว้แล้วจากข้อมูลตัวอักษร หรือข้อมูลอื่นๆ

 

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

ตอบ   ฮาร์ดแวร์ - โปรเจคเตอร์ หรือ จอมอนิเตอร์ คอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน

         ซอร์ฟแวร์ – Adobe Reader , Microsoft PowerPoint หรือโปรแกรมนำเสนอ ข้อมูลอื่นๆ

 

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร ภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ  โทรทัศน์ , เว็บไซต์ , คลิป VDO , ซอร์ฟแวร์ต่างๆที่ใช้ในงานนำเสนอ โดยอาจมีอุปกรณ์เสริม หรือ อื่นๆ เพื่อช่วยในงานนำเสนอนั้นๆ

 

By Omo

HTML Language !!

posted on 09 Jul 2011 19:20 by aquariusomo

ภาษา HTML

 

HTML

 
 
           เอชทีเอ็มแอล (อังกฤษ: HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language) เป็นภาษามาร์กอัปหลักในปัจจุบันที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ หรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งตัวโค้ดจะแสดงโครงสร้างของข้อมูล ในการแสดง หัวข้อ ลิงก์ ย่อหน้า รายการ รวมถึงการสร้างแบบฟอร์ม เชื่อมโยงภาพหรือวิดีโอด้วย โครงสร้างของโค้ดเอชทีเอ็มแอลจะอยู่ในลักษณะภายในวงเล็บสามเหลี่ยม ( <  > )

เอชทีเอ็มแอลเริ่มพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอรส์ ลี (Tim Berners Lee) [ซึ่งในขณะนั้นเขาได้ประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์] สำหรับภาษา SGML ในปัจจุบัน HTML เป็นมาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W3C) ในปัจจุบัน ทาง W3C ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML แบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่า มาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ HTML รุ่น 5 ยังคงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา โดยได้มีการออกดราฟต์มาเสนอเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551

HTML ยังคงเป็นรูปแบบไฟล์อย่างหนึ่ง สำหรับ .html และ สำหรับ .htm ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการที่รองรับ รูปแบบนามสกุล 3 ตัวอักษร

 

 โครงสร้างหลักของ HTML Language

 
HTML1
 
 
 



 ในไฟล์เอกสาร HTML ประกอบด้วย สองส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนหัว HEAD และ ส่วนตัว BODY

 1. Tag และ จะอยู่บรรทัดแรก และ บรรทัดสุดท้าย ในไฟล์ HTML เสมอ เป็น Tag ที่บอกให้รู้ว่า ข้อความ หรือ Tag ที่อยู่ระหว่าง 2 Tag นี้ เป็นแบบ HTML ซึ่งต่อไปในบทความจะขอเรียกว่า "Tag "
 
 2. Tag และ ส่วนนี้จะไว้ใส่ รายละเอียดต่าง ๆ เช่น Tag ไว้ใส่ข้อความที่ต้องการให้ปรากฎอยู่บน ไตเติ้ลบาร์ เป็นต้นซึ่งต่อไปในบทความจะขอเรียกว่า "Tag "
 
 3. ข้อความที่ปรากฎอยู่ตรงช่วงไข่ปลา เรียกว่า "แอตทริบิวต์ ของ Tag "
 
 4. Tag และ ข้อความ หรือ Tag ที่อยู่ระหว่าง 2 Tag นี้ เป็นส่วนของเนื้อหาซึ่งต่อไปในบทความจะขอเรียกว่า "Tag "
 
 
ตัวอย่างโค้ด HTML
 
 ลักษณะชนิดของมาร์กอัป ใน HTML
 
- มาร์กอัปสำหรับ โครงหลัก อธิบายจุดประสงค์ ของข้อมูล ตัวอย่างเช่น
 
 <h2>SNSD</h2>
 
 กำหนดให้เบราว์เซอร์คำนวณ "SNSD" เป็นลักษณะของหัวข้ออันดับที่ 2 มาร์กอัปโครงหลัก โดยปกติไม่ได้กำหนดลักษณะการแสดงผล แต่อย่างไรก็ตาม ทางเบราว์เซอร์กำหนดการแสดงผลมาตรฐานของมาร์กอัป โดpปกติจะแสดงผลในลักษณะที่ตัวอักษรขนาดใหญ่ และมีความหนา การกำหนดลักษณะสามารถทำได้ในส่วนของ Cascading Style Sheets (CSS)
 
- มาร์กอัปสำหรับ การแสดงผล อธิบายการแสดงผลของ ข้อความโดยไม่ได้มีความหมายอื่นในทางโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น
 
<b>ตัวหนา</b> <i>ตัวเอียง</i> <u>ขีดเส้นใต้</u>
 
 กำหนดให้คำว่า "ตัวหนา" แสดงผลในลักษณะตัวหนา เช่นเดียวกับการแสดงผลใน ตัวเอียง หรือ ขีดเส้นใต้
 
 - มาร์กอัปไฮเปอร์เท็กซท์ อธิบายการเชื่อมโยงระหว่าง ส่วนหนึ่งของข้อมูลไปยังอีกส่วนหนึ่งของข้อมูล ไม่ว่าจะถูกจัดเก็บในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ตัวอย่างเช่น
 
<a href="http://soshifanclub.com/">เว็บไซต์โซชิเเฟนคลับ</a>
 
 กำหนดให้การแสดงผล เว็บไซต์โซชิเเฟนคลับ เป็น ไฮเปอร์ลิงก์ ไปที่ URL
 
 
 
การพัฒนาเว็บเพจแนวใหม่ด้วยมาร์กอัป
 
 
  
เนื่องจากข้อจำกัดของ HTML ทำให้ผู้ใช้แนวทางเก่าใช้แท็ก Table ในการจัดโครงสร้างของเนื้อหา ในปัจจุบัน ได้มีแนวทางใหม่ในการใช้แท็ก div ร่วมกับ การกำหนด CSS ในการจัดโครงสร้างของเนื้อหา ตามแบบฉบับการทำงานของบริษัทแมโครมีเดีย ซึ่งทำให้เราสามารถออกนอกกรอบและสามารถจัดเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วกว่า อีกด้วย
 
 
 
ตัวอักษรเคลื่อน
 
 โค้ดนี้จะทำให้ตัวอักษรเลื่อนไปทางซ้ายได้
 
 <marquee>ตัวอักษรเลื่อน</marquee>
 
 
 
 
By Omo
ฑีฆา ยุโก โหตุ มหาราชา
 
King
 
พระราชประวัติ
  
            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธธพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระมหิตลา-ธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก)และหม่อมสังวาล (ต่อมาได้รับการเฉลิม พระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น รัฐเมสสาชูเขตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช
 
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เป็นKing1พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา ๖๐ ปีที่พระองค์ทรงดำรงฐานะเป็นพระประมุขของชาติ เป็นระยะเวลาการครองราชย์ที่ยาวนานกว่ามหาราชาองค์ใดในโลกและบูรพกษัตริย์องค์ใดในแดนสยาม และเป็นเวลา ๖๐ ปีนี้เอง ที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่เป็นนิจนานัปการ ด้วยหวังให้มหาชนชาวสยามถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ตั้งแต่สมัยเมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ดังพระปฐมบรมราชโองการที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมาย ทั้งในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปะวัฒนธรรม และด้านการกีฬา

แต่พระราชกรณียกิจหลักของพระองค์คือ การยกระดับสภาพความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่ต่างๆ พร้อมทอดพระเนตรสภาพปัญหาในท้องที่เหล่านั้นด้วยพระองค์เอง พระองค์จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปี เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ และจะทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง

ตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ถึงพร้อมทั้งความบริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงเป็นช่วงเวลา ๖๐ ปีที่พสกนิกรชาวไทยอยู่ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี พระราชกรณียกิจทั้งหลายที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

 
 การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ
 
          King2
 พระองค์เสด็จเยี่ยมราษฎรในทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด ทุกภาคของประเทศ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรภาคกลางเป็นภาคแรก และเสด็จเยี่ยมภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเวลานาน ถึง ๑๙ วัน ประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ เฝ้ารอรับเสด็จด้วยความปิติยินดี บางคนรับเสด็จที่จังหวัดหนึ่งแล้วตามไปเฝ้ารอรับเสด็จอีกจังหวัด

ใน ปี ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรภาคเหนือครบทุกจังหวัด และเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๒ การเสด็จเยี่ยมราษฎรทุกภาคของประเทศ ได้ทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะท้องถิ่นทุรกันดาร ทรงสอบถามข้อมูล รับทราบความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิด ทำให้พระองค์ได้ทรงทราบปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จในท้องถิ่นต่างๆ ในพระหัตถ์มีแผนที่ หรือเอกสารข้อมูลและดินสอดำ ที่พระศอมีกล้องถ่ายภาพคล้องอยู่ จึงเป็นภาพที่ชินตาพสกนิกรไทย ตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา

การเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ พระราชประสงค์ที่สำคัญ คือ เยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดาร แทบจะไม่มีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรู้จัก การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับรู้ทุกข์สุขของราษฎรทำให้มีพระราโชบายว่า “การที่จะแจกสิ่งของหรือเงินแก่ราษฎรนั้นเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว ไม่ยั่งยืน การที่จะช่วยประชาชนอยู่รอดได้ก็คือการให้อาชีพ”

 

 

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

           โครงการช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ก่อนที่จะพระราชทานไปนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวKing3 ได้ทรงศึกษาทดลองจนรู้จริง จากสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ จากความเห็นของราษฎร และ นักวิชาการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหาย และติดตามผลด้วยพระองค์เอง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ ได้บูรณาการให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั่วทุกภาค เช่น โครงการด้านเกษตรกรรม การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การช]ประทาน  การประมงการสหกรณ์ ฯลฯ

ตัวอย่างโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนชนบท เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เพื่อการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๖ แห่ง ทั่วประเทศ ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสกลนคร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นตัวอย่างกับเกษตรกรและประชาชนครอบคลุมทุกภูมิภาค

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนา ทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรอย่างแท้จริง พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแก่นแท้ของการ พัฒนาที่ยั่งยืน

 
 
By Omo

Mother Day ~*

posted on 24 Jun 2011 15:56 by aquariusomo
ฑีฆา ยุโก โหตุ มหาราชินี
 
 
Mother Day
 
ประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
 
          สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากรทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับหม่อมหลวง บัว กิติยากร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ บิดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร ที่ถนนพระราม 6 กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระเชษฐาและพระกนิษฐภคินี รวม 3 องค์คือ 
1.หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร
2.หม่อมราชวงศ์ อดุลยกิติ์ กิติยากร
3.หม่อมราชวงศ์ บุษบา กิติยากร  
 
 
พระราชกรณียกิจ โดย สังเขป
 
 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

โครงการที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ซึ่งในภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้ง เป็นรูปมูลนิธิ พระราชทานนามว่า "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์" เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 และเมื่อ พ.ศ. 2528 ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2503หลายสาขา เช่น การปั้น การทอ การจักสาน เป็นต้น

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการด้านสาธารณสุข โดยได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯเยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศนั้น ๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ

ในกิจทางด้านการทหารนั้น ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ[ต้องการอ้างอิง]

นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่ต้องลี้ภัยอพยพมายังแผ่นดินไทย ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับกาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนองค์กรระหว่างประเทศต่างพากันยกย่องและทูลเกล้าถวายรางวัลและปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นจำนวนมาก ดังเช่น

-  องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้นและทรงเป็นผู้ "ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง" (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522)

-  มหาวิทยาลัยทัฟส์ จากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรมในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็ก (พ.ศ. 2523)

-  สหพันธ์พิทักษ์เด็ก แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524)

-  สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม (14 มีนาคม พ.ศ. 2528)

-  มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าของโลก สดุดีเทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า (19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529)

-  ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้ แต่เฉพาะ ผู้ที่เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น (1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531)

-  ศูนย์ศึกษาการอพยพ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มลรัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ วอชิงตัน ดี.ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533)

-  กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534)

-  องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครั้ง เสด็จไป สหรัฐ อเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2505ฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ (30 มกราคม พ.ศ. 2535)

-  กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)

-  กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)

-  มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ มลรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)

ในช่วง พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความไม่สงบในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียสมาชิกในครอบครัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังเอาพระราชหฤทัยใส่ พระราชทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังปรากฏอยู่เสมอ ๆ ว่าได้ทรงรับคนไข้ผู้ยากไร้ หรือผู้ทำคุณความดี ไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ เป็นที่ปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวไทยและแม้ชาวต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

 
 
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
 
                     วันแม่แห่งชาติหรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "วันแม่" ทุกคนรับทราบและ ซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ ตรงกับวัน เฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วยแต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปีทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงาน ให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขัวญวันแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพรเกียรติไว้ว่า
"แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เหนือสิ่งอื่นใด หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่แล้วจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกหัดอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของปวงชนชาวไทยทั้งมวล"ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ
ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนด วัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า "เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือ ไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกล ก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อนเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปิติ แล้วจึงหัวเราะออก ลักษณะอาการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนี้ ย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า "แม่" ว่า "เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่ เป็นเสียงและความหมายที่ลึกซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณและความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็๋นแม่มาก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมดเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ขึ้นทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่ง และกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า
 
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย
 
Mali Flower
 
เกี่ยวกับ " เเม่ " ในความคิดผม
 
          ถ้าถามผมว่า ความรักของเเม่ เป็นอย่างไรนั้น ผมก็อาจจะตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะว่าตั้งเเต่จำความได้ ผมก็อยู่กับยายมาตลอด ถึงจะได้เจอกับเเม่บ้างเเต่ก็ไม่บ่อยนัก เเต่ที่ผมสามารถบอกได้คือ ผมไม่เคยทำให้เเม่เสียน้ำตาเลยซักครั้งเดียว มันอาจเป็นเพราะผมไม่เคยอยู่กับเเม่ก็ได้หละมั้งครับ เเต่ที่ผมอยากจะให้คิดดูคือ ทั้งๆที่วันเเม่ในเเต่ละปีก็มีใครหลายๆคน สัญญากับเเม่ บอกกับเเม่ไว้เเล้วเเท้ๆ ว่า รักเเม่ จะไม่ทำให้เเม่เสียใจ เเต่พอเวลาผ่านไปซักพัก คำพูดเหล่านั้นก็หายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไปด้วยเช่นกัน สุดท้ายก็ต้องทำให้เเม่เสียใจ อีกจนได้ คำพูดเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเตือนใจเลยเวลาที่ อารมณ์เข้าครอบงำ หรือเวลาที่จะทำอะไรต่อมิอะไร ถ้าเป็นเเบบนั้นก็คงจะไม่ดีเเน่เลยจริงมั้ยครับ ผมก็เเค่อยากบอกว่า เเทนที่จะพูดก็น่าจะทำในสิ่งที่มันเห็นเป็นรูปธรรม คำพูดใครๆก็พูดได้เหมือนกัน เเต่คนที่ทำได้นั้นมีน้อยมาก เเต่ถ้าคุณ สามารถ พูดในสิ่งที่อยากจะทำเเล้วทำตามสิ่งที่พูดไว้กับเเม่ได้ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากเลยใช่มั้ยครับ ผมก็อยากจะฝากไว้เเค่นี้เเหละครับ รักเเม่ให้มากๆนะครับ ขอบคุณครับ
 
 
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://webserv.kmitl.ac.th/~s7035655/index4.html
 
 
By Omo

My Angels !!

posted on 17 Jun 2011 00:15 by aquariusomo
My Angels !!
 
Right now it's Girls' Generation , It's Girls' Generation from now on! , It'll be Girls' Generation forever
 
By Omo

ประวัติส่วนตัว

posted on 16 Jun 2011 22:59 by aquariusomo
หลังจากขลุกอยู่กับ CSS อยู่ 30 นาทีก็เปลี่ยน Cover Image ได้ซะที อิอิ
เอาๆเข้าเรื่องเลยตามที่อาจารย์สั่งเลยละคับครับ
 
ผมชื่อ : นาย อาคมินทร์ ทองสุข ( Akamin Thongsook )
ชื่อเล่น : โอโม่ ( Omo )
อายุ : 16 ปี จะ 17 เเล้ว >.< !!
วันเกิด : 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2537
การศึกษาระดับอนุบาล : Saint Joseph Koh Samui School
การศึกษาระดับประถม : Saint Joseph Koh Samui School
การศึกษาระดับมัธยมต้น : Saint Joseph Koh Samui School
การศึกษาระดับมัธยมปลาย : โรงเรียน นวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี
งานอดิเรก : อ่านหนังสือ การ์ตูน , ดู Animation , อ่านบอร์ด , Update ข่าว SNSD !! , ฟังเพลง , ดูคลิปใน Youtube , ตอบ MSN , เล่น ดนตรี , เเกะโน๊ตเพลง , เขียนอะไรต่อมิอะไร , คิดถึง เธอคนนั้น >.< !! 
ศิลปินที่ชอบ : SNSD ( So Nyeo Shi Dae ) หรือ Girl's Generation
ศาสนา : พุทธ
สัญชาติ : ไทย
เชื้อชาติ : ไทย
ถึงบอร์ดจะไม่ค่อยได้เเต่งเเต่มันก็เปี่ยมด้วยความตั้งใจครับ >.< !!
 
By Omo